บทที่ 4

บทเรียนสำหรับและจากประเทศไทย

ด้านหน้าของอาคารสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า (เครดิต: พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า)

1.  ภูมิหลังและบริบท

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศและเหตุการณ์หลักที่เกี่ยวกับความรุนแรงหมู่ 

  • ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก การปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกยกเลิกในปีพ.ศ 2475 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ‘ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ มีการรัฐประหาร 12 ครั้งและอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพกว่า 34 ปี’    นี่จึงทำให้กองทัพกลายเป็นส่วนสำคัญของสถาบันการเมืองของไทย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการขัดขืนผู้มีอำนาจผ่านการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน   การประท้วงและความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องโต้แย้งกันในวาทกรรมสาธารณะในประเทศไทย ตัวอย่างของเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ มีเช่น
  • ในปี 2516 นักศึกษาได้เรียกร้องให้รัฐบาลทหารลงจากอำนาจและให้มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลสั่งการให้ทหารยิงเหล่าผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 77 รายและบาดเจ็บอีก 80 ราย ในปี 2517 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลทหารถูกโค่นอำนาจลง
  • เหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – ในวันที่ 6 ตุลาคม 2019 มีการประท้วงใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เพื่อคัดค้านการเดินทางกลับมาของเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากลี้ภัยในต่างประเทศ กลุ่มม็อบฝ่ายขวาทำการจู่โจมและสังหารหมู่นักศึกษา ส่งผลให้มีนักศึกษาเสียชีวิตอย่างน้อย 46 คน มีผู้บาดเจ็บและถูกจับกุมจำนวนมาก ทางการไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้และไม่มีใครได้รับโทษจากการก่อความรุนแรงในครั้งนี้
  • พฤษภาทมิฬ 2535 อีกหนึ่งตัวอย่างการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงที่เรียกร้องประชาธิปไตย 
  • ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ประชากรส่วนใหญ่ในไทยเป็นชาวพุทธ ซึ่งชาวพุทธนอกประเทศก็ใช้สิ่งนี้เป็นจุดอ้างอิงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นชาวพุทธแต่ก็มีความหลายหลาก และยังมีกลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์อีกมากมาย เช่น ชาวม้ง กะเหรี่ยง มุสลิมมาเลย์ และอื่นๆ ชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย ชาวมุสลิมเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาเป็นเวลานาน  ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเป็นระยะเวลานานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลต่ออารมณ์เป็นอย่างมาก ความขัดแย้งนี้มีองค์ประกอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ความแตกต่างทางศาสนา และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาวมุสลิมมาเลย์ที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ซึ่งตรงข้ามกับอัตลักษณ์ของชาวไทยพุทธและกฎของไทยพุทธ ภูมิภาคนี้จึงต้องพบกับความตึงเครียด ความรุนแรง และการก่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับรัฐ เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยเริ่มต้นมาจากชาวมุสลิมกว่า 1,500 คนออกมาประท้วงต่อต้านการจับกุมชาวมุสลิมด้วยกัน การประท้วงเกิดความรุนแรงขึ้นเมื่อชาวบ้านปาก้อนหินในตำรวจที่ตอบโต้ด้วยการยิงปืนใส่ฝูงชน มีชาวมุสลิมและชาวพุทธเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 85 จากการขาดอากาศหายใจและอาการบาดเจ็บจากการโดนโถมทับร่างระหว่างที่ถูกขนตัวไปยังค่ายทหาร และทางการไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ
  1. The State of Conflict and Violence in Asia, เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2565, https://asiafoundation.org/wp-content/uploads/2017/10/Thailand-StateofConflictandViolence.pdf

ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (เครดิต: Wikimedia Commons)

คำถามชวนคิด :

  1. การปกครองโดยทหารในอดีตส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศในด้านความสงบระหว่างชาติพันธุ์อย่างไรบ้าง
  2. การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความปรองดองในประเทศหรือไม่ 

ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นิพนธ์: หัวข้อหลัก องค์ประกอบหลักของการสร้างเครื่องเตือนความทรงจำ 

ชาวไทยอาจรู้สึกว่าโครงการเพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่เป็นที่ถกเถียงกัน เช่น โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ของเอกชนนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โครงการนี้เริ่มขึ้นในปี 2562 มีการจัดแสดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยใช้ภาพถ่ายและคลิปเสียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สำหรับผู้จัดทำโครงการนี้ นี่คือโครงการเพื่อเล่าเรื่องราวของเหยื่อความรุนแรงของรัฐแต่ละราย เรื่องราวของนักศึกษาที่อยู่ในธรรมศาสตร์วันนั้น และยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อครุ่นคิดและถกเถียงหัวข้อสำคัญต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันของไทย มีการจัดการสัมมนาหมู่คณะ การฉายภาพยนตร์ การแสดงต่างๆ และคอนเสิร์ตจากวง Rap Against Dictatorship  และวงสามัญชนหลายครั้ง

  • อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา และการจัดแสดง และดูรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่
    (ภาษาอังกฤษ: Thammasat University massacre remembered
  • ชมการนำเสนอเรื่อง โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา  ของภัทรภร ภู่ทอง (อ้อ) ในการประชุมสัมมนาที่จัดโดยองค์การ NEVER AGAIN Association เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 (ภาษาไทย) ภัทรภรเป็นนักวิจัยที่เน้นเรื่องพิพิธภัณฑ์และแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองในอดีตและความขัดแย้งรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นอยู่ และเป็นหนึ่งในผู้นำของโครงการนี้

มีการริเริ่มเพื่อสร้าง พิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นความพยายามสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับสังคมและการเมืองเพื่อนำเสนอความขัดแย้ง และโดยเฉพาะเรื่องเหตุการณ์ตากใบ และสำหรับกระบวนการประชาธิปไตย การรวมผู้ที่มีความแตกต่าง และเสียงต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผล
กระทบจากความขัดแย้งรุนแรงในภาคใต้ของไทย

การเข้าชมแบบมีไกด์นำในพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา (เครดิต : แฟ้มข้อมูลของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา)

ผู้จัดใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนเพื่อแสดงความจริง (เครดิต : แฟ้มข้อมูลของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา)

เสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต (เครดิต : แฟ้มข้อมูลของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา)

ประตูแดงหลักฐานของเหตุการณ์ ชายสองคนถูกแขวนคอที่ประตูนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519 หลังจากแจกโปสเตอร์ประท้วงการเดินทางเข้าประเทศของเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร (เครดิต : แฟ้มข้อมูลของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา)

คำถามชวนคิด :

  1. การรำลึกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตมีผลต่อวัฒนธรรมประชาธิปไตยร่วมสมัยอย่างไร 
  2. สิ่งที่เหยื่อสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านการปฏิเสธและการบิดเบือนเหตุการณ์รุนแรงนั้นมีความสำคัญอย่างไร

  • บทบาทของประเทศในสงครามโลกครั้งที่สอง มีการสร้างเครื่องเตือนความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สองหรือไม่ และอยู่ในรูปแบบใด 

ประเทศไทย (หรือที่รู้จักในชื่อ สยาม จนถึงปี 2482) เป็นประเทศที่เป็นกลางจนกระทั่งถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกรานในวันที่ 8 ธันวาคม 2485 หลังจากที่ต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นเป็นเวลาสั้นๆ ประเทศไทยก็ตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและกลายเป็นรัฐหุ่นเชิด และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 25 มกราคม 2486

มีการพูดถึงสงครามโลกครั้งที่สองในหนังสือประวัติศาสตร์และมีอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้หลายแห่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงครามโลกครั้งที่สองกลับถูกด้อยความสำคัญในวาทกรรมสาธารณะ ไม่มีการพูดถึงความทรงจำด้านประวัติศาสตร์และเรื่องการเข้าร่วมสงครามของไทยในหลายแง่ ไม่เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ และไม่มีการถกเถียงเรื่องนี้ ตัวอย่างของแง่มุมต่างๆ เช่น การที่ไทยเข้าร่วมสงครามโดยอยู่ข้างเดียวกับญี่ปุ่น และการที่กรุงเทพฯ ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรถล่มด้วยระเบิด เป็นต้น วาทกรรมอย่างเป็นทางการให้เหตุผลการเข้าร่วมสงครามของไทยกับญี่ปุ่นโดยใช้เหตุผลเชิงปฏิบัติเท่านั้น

กาญจนบุรี จังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของไทยและอยู่ติดกับชายแดนพม่านั้นมีสิ่งที่ตกทอดมาจากสงครามโลกครั้งที่สองและอาจใช้อ้างอิงในบริบทเรื่องโฮโลคอสต์และความทรงจำด้านประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ตัวอย่างของสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว อนุสาวรีย์ไทยานุสรณ์ และสุสานทหารสัมพันธมิตร นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์อีกจำนวนมากเพื่อรำลึกถึงและแสดงแง่มุมต่างๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีสองแห่งที่ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด และ พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาดถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเชลยสงครามชาวออสเตรเลียและเชลยสงครามจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบังคับให้สร้างทางรถไฟสายไทย-พม่าระยะทาง 415 กิโลเมตร ญี่ปุ่นต้องการทางรถไฟสายนี้เพราะเป็นช่องทางการขนส่งเสบียงหลักของตนในช่วงสงคราม รัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนการสร้างพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาดนี้

อนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้กองทัพญี่ปุ่นของยุวชนทหารไทยเมื่อประเทศถูกรุกรานระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนธันวาคม 2485 อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองชุมพร (เครดิต : Wikimedia Commons)

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่าเป็นสถานที่สำหรับทำการค้นคว้าเรื่องทางรถไฟไทย-พม่า เก็บรวบรวมและขยายข้อมูลส่วนบุคคลของอดีตเชลยสงครามในเอเชียอาคเนย์กว่า 106,000 คน (โดยส่วนมากจะเป็นเชลยที่สร้างทางรถไฟไทย-พม่า) พิพิธภัณฑ์และศูนย์สำหรับการค้นคว้าและข้อมูลแห่งนี้เป็นของเอกชนและเปิดในปี 2546 คำบรรยายและข้อมูลต่างๆ ทั้งหมดในนิทรรศการเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทางพิพิธภัณฑ์ขอเชิญให้ชาวไทยเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้ นอกจากนี้ นักเรียนจากโรงเรียนรัฐบาลยังสามารถเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงสถานที่ที่สร้างทางรถไฟ โดยอยู่ห่างจากทางรถไฟ 200 เมตรและห่างจากสุสาน 100 เมตร การจัดแสดงจะเน้นไปที่เหยื่อและมุมมองของเหยื่อ และมีการแสดงให้เห็นว่าสภาพการทำงานนั้นโหดร้าย (โรคภัยต่างๆ การขาดแคลนอาหาร สุขอนามัยที่ย่ำแย่ ที่พักที่ไม่ดี การทำงานหนักเกินไป และความเหนื่อยล้า) และเชลยถูกปฏิบัติด้วยความรุนแรงมากแค่ไหน การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่ายังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดี ผู้ที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์มักมาจากครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์นี้ กิจกรรมภายในพิพิธภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร เชลยสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรชาว
สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลียกว่า 13,000 และเชลยสงครามชาวอเมริกาอีกจำนวนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างกลางปี 2485 และเดือนสิงหาคม 2488 อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ แรงงานทาสชาวเอเชียจากพม่า ชวา และมาลายานั้นเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด คือ 240,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 10,000 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่มีผู้รู้และแทบไม่มีผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้กระทั่งที่การจัดแสดงนี้และที่อื่นๆ

อ่านประวัติโดยย่อของทางรถไฟไทย-พม่าและพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่าได้ที่ (ภาษาอังกฤษ): http://www.tbrconline.com/history.htm                      

ด้านหน้าของอาคารสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า (เครดิต: พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า)

รศ.ดร.วริตตา ศรีรัตนา ได้เขียนถึงพิพิธภัณฑ์แห่งที่สามที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี คือ หอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 โดยอรัญ จันทร์ศิริ นักธุรกิจค้าอัญมณี โดยรศ.ดร.วริตตา ได้วิพากษ์วิจารณ์และเขียนเกี่ยวกับความพยายามรำลึกและบูชาภาพของฮิตเลอร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำแควโดยสามารถมองเห็นแม่น้ำแควได้ รศ.ดร.วริตตาได้เขียนไว้ว่า สะพานแห่งนี้เป็นผลจากความพยายามของรัฐบาลในปี 2503 เพื่อประชาสัมพันธ์และเตรียมรองรับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองในเวอร์ชั่นที่ปรับเปลี่ยนแล้วสำหรับนักท่องเที่ยวที่รู้จักภาพยนตร์เรื่อง สะพานเดือดเลือดเชลยศึก หรือ Bridge on the River Kwai ที่ออกฉายในปี 2500 นอกจากความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะลบความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับญี่ปุ่นระหว่างสงครามและการใช้แรงงานทาสชาวเอเชียออกจากประวัติศาสตร์แล้ว ในปี 2503 รัฐบาลไทยยังได้เปลี่ยนชื่อแม่น้ำในจังหวัดกาญจนบุรีใหม่เพื่อให้ตรงกับจินตนาการที่เกิดจากภาพยนตร์เรื่องนี้

การสร้างประวัติศาสตร์ในไทยไม่ได้จบลงที่ความพยายามของรัฐบาลไทยในการตั้งชื่อสะพานและแม่น้ำใหม่ อาจสามารถมองว่าหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เป็นส่วนขยายของพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี คือ พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก หรือ “JEATH War Museum” ชื่อของพิพิธภัณฑ์นี้มาจากตัวย่อที่ทำให้เข้าใจผิด (และตั้งใจให้มีเสียงคล้องจองกับคำว่า “death” หรือ ความตาย) โดยตัวย่อมาจากคำว่า ญี่ปุ่น (Japan) อังกฤษ (England) อเมริกา (America) ออสเตรเลีย (Australia) ไทย (Thailand) และฮอลแลนด์ (Holland) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2520 โดยหลวงพ่อวัดชัยชุมพล ในส่วนของ JEATH นี้ ผู้เยี่ยมชมสามารถเดินผ่านกระท่อมจำลองที่ผู้สร้างคิดว่าจำลองมาจากที่อยู่อาศัยของเชลยสงครามที่ก่อสร้างทางรถไฟ ท่ามกลางสิ่งของจัดแสดงที่ได้มาจากที่ต่างๆ (เช่น แสตมป์ เหรียญกษาปณ์ เครื่องดนตรี สัตว์ที่ถูกสตาฟไว้) ที่มีอยู่ทั่วบริเวณจัดแสดงเพื่อรำลึกถึงสงครามไทย-พม่านั้น มีรูปปั้นปูนแบบที่สามารถพบได้ทั่วไปในวัดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ยืนอยู่ข้างกับโจเซฟ สตาลิน ไม่มีการพูดถึงกูลัก (Gulagค่ายกักขังและใช้แรงงานนักโทษ – ผู้แปล) ในข้อความชีวประวัติทั้งภาษาไทยและอังกฤษของ
โจเซฟ สตาลิน ส่วนข้อความชีวประวัติทั้งภาษาไทยและอังกฤษของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็ไม่มีการพูดถึง
โฮโลคอสต์ อย่างไรก็ตาม มีการแปะบทความภาษาไทยจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ (Auschwitz concentration camp) ไว้ใกล้ๆ กับรูปปั้นปูนของฮิตเลอร์ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการกระทำที่เพิ่งนึกขึ้นได้ทีหลัง ตามชื่อย่อของ JEATH พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ชวนเชื่อและสร้างเรื่องราวของทางรถไฟไทย-พม่าขึ้นมาใหม่โดยอ้างว่าผู้ที่เสียชีวิตนั้นมีเพียงแค่เชลยสงครามจากฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้น การยกย่องกองทัพญี่ปุ่นของไทยยังเห็นได้จากการนำอักษร “J” สำหรับคำว่า ญี่ปุ่น (Japan) เข้ามารวมไว้อีกด้วย การกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายล้างความจริงที่ว่า แรงงานชาวเอเชียที่ไม่ว่าจะถูกบังคับหรือมาด้วยความสมัครใจเพราะเชื่อว่าจะได้รับค่าแรงที่สูงขึ้นนั้นต่างก็ทุกข์ทรมานและเสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายนี้เช่นกัน 

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงที่น่าสนใจเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทยอีกด้วย ขบวนการเสรีไทยเป็นขบวนการใต้ดินเพื่อต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ขบวนการเสรีไทยได้รับการรำลึกถึงในฐานะที่ให้ความร่วมมือกับสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย และถือว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยในเว็บไซต์ของสถานทูตได้ระบุไว้ว่า :

“นักศึกษาไทยที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเช่น คอร์แนล (Cornell) คาลเทค (Caltech) และเอ็มไอที (MIT) ได้อาสาเข้ารับการฝึกในกองทัพและกลับไปยังประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดเพื่อต่อสู้เพื่อเสรีภาพ บุคคลเหล่านี้เป็นสมาชิกคนแรกๆ ของกลุ่มที่ต่อมามีชื่อว่า ขบวนการเสรีไทย อาสาสมัครของเสรีไทยมีส่วนอย่างหาค่ามิได้ในการเตรียมภาคพื้นให้พร้อมสำหรับการกลับมาของอำนาจอธิปไตยของไทย”

รูปถ่ายของรูปปั้นปูนในรูปแบบที่สามารถพบได้ทั่วไปในวัด ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ยืนอยู่ข้างกับโจเซฟ สตาลินและบทความในหนังสือพิมพ์และข้อความชีวประวัติที่พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก จังหวัดกาญจนบุรี (เครดิต : รศ.ดร.วริตตา ศรีรัตนา)

Aspects of social diversity: the main minorities in the country, cases of persecution after 1945

Various minority and indigenous communities exist in Thailand: 13 million Thai Isan/Thai Lao, 9.5 million of Chinese descent (approximately 14% of the population), 1.5 million Malay Muslims, 1.4 million Khmer, 923,257 members of highland indigenous groups and 10,000 members of indigenous sea nomad groups.
Read more about minorities in Thailand: https://minorityrights.org/country/thailand/

Patani Artspace was established by Arjan Jehabdulloh Jehorhoh, who wanted to create opportunities for young artists of minority backgrounds or members of underprivileged groups in the southern provinces of Thailand. Here, art is a medium for dialogue, mediation and the memorialisation of past violence. Follow Patani Artspace on Facebook: https://www.facebook.com/PataniArtspaceArtMuseum/ and watch Arjan Jehabdulloh Jehorhoh’s presentation at a symposium organised by the NEVER AGAIN Association on 26 November, 2021 (in Thai language).

Jews have never been a prominent group in Thailand, aside from a scattering of immigrants and Jewish tourists from Israel, the United States, Australia and elsewhere. Today, the Jewish community is represented by the Jewish Association of Thailand. Several hundred Jews live in the country—mostly in Bangkok. Historically, Jewish merchants lived in the Siamese Kingdom of Ayutthaya. At the end of the eighteenth century and after the First World War, more Jews arrived in the country from Eastern Europe and Russia. In the 1930s, some Jews escaping persecution in Nazi Germany found their sanctuary in Thailand.

After the Second World War, some American Jews, as well as those from Iraq, Iran and Afghanistan settled in the country. They were involved in various enterprises, contributed to the Thai economy and considered Thailand a tolerant nation.

During the Second World War, the Jews were considered enemies and were suspected by the Japanese of supporting the Allies (this was also the case among Burmese Jews). Some Jewish soldiers were held in the Japanese PoW camp in Kanchanaburi—a subject that is worthy of further research.

Read more about the Jewish community in Thailand: https://www.worldjewishcongress.org/en/about/communities/TH

Question for Critical Thinking:

  • How can Thailand’s cultural diversity help in understanding and commemorating the Holocaust and other atrocities?

2. Existing types of Holocaust and genocide denial and distortion

Knowledge and interest in Jewish history and culture, and the European Holocaust is limited in Thailand. Holocaust knowledge is typically derived from popular culture, including movies such as Schindler’s List and Life is Beautiful. Anne Frank’s Diary has been translated into the Thai language. Standard history textbooks contain basic information about the Holocaust.
The embassies of Central and Eastern European countries have become a key source of information about the Holocaust and the Second World War through their organising of exhibitions and lectures; however, the embassies often present interpretations of facts that suit their national (or nationalistic) narratives. Such events typically focus on positive aspects, such as the ‘Righteous among the Nations’, but avoid discussing the complexity of the Holocaust—including the diverse roles of their own populations.

Various types of Holocaust distortion can be observed in public discourse: Holocaust trivialisation, normalisation of Nazism and Hitler, fascination (‘Nazi chic’), and various conspiracy theories about Jews.

The trend of Nazi chic has become a mainstay in the extracurricular activities of Thai schools and universities: Nazi symbols can be seen during school parades, university events and graduation ceremonies. In Thailand, the Nazi uniform and iconography (replicas of the black swastika and the Reichsadler, or ‘Imperial Eagle’) are deemed part of the aesthetic of some events; a mere accessory for a performer in an entertainment show or a celebratory parade. This could be observed during a 2019 Christmas display at a major department store in central Bangkok (as shown in the photograph below). The same year, a member of BNK48, a domestic franchise of the Japanese girlband AKB48, wore a Nazi-themed shirt during a performance that was broadcast on television two days before International Holocaust Remembrance Day [6]. Though some BNK48 fans defended the singer on the grounds of ignorance, stating that they were also unaware of the meaning of the Nazi symbol (‘Thai Girl Band BNK48 Sorry for Nazi T-Shirt Controversy’), it is likely that some claimed ignorance as a mere excuse.

6. The United Nations General Assembly resolution 60/7 on 1 November 2005 designated 27 January of each year, which was the day that Auschwitz concentration camp was liberated by the Red Army in 1945, as International Holocaust Remembrance Day.

BNK48 member, Pichayapa Natha wearing a t-shirt depicting a Nazi flag on stage.
(Credit: https://www.khaosodenglish.com/ featured/2019/01/26/thai-idol-group-bnk48-member-wearsnazi-flag-on-stage, Assessed on 1 August, 2021)

Our project researcher, Dr Verita Sriratana of Chulalongkorn University in Bangkok explains the root causes of the fascination and normalisation of Nazism and Hitler in Thailand and the wider region:

‘Thailand’s romanticisation of WWII strongmen leaders like Hitler and Stalin is a reflection of the country’s long history of having been ruled under absolute monarchy’s internal colonisation, bureaucratic polity’s patronage system and military authoritarianism. Having weathered thirteen “successful” coups d’état since 1932 (and counting), one can find discourses where past and present democides [killings of person(s) by their government] and the Holocaust are justified in the name of national security and to the credit of the past and present leaders, as well as “semi-divine” figures.’

The wartime actions of the Japanese are the most immediate prism through which many view the region’s history; Hitler was in Europe and the Holocaust was organised in Europe. In this way, Thais are typically unable to draw any immediate association between Hitler and the murder of six million Jews in Europe.

‘The room in question, which was given the name, ‘Communist room’, was known to be popular among guests (“Outrage over love hotel’s Hitler Room”). In the photograph, one can see that the room contains the pictures and symbols which would have been an extreme anomaly in Europe: Adolf Hitler with red stars and the hammer & sickle. The room epitomises and sets up
the backdrop to my analysis of the cultural trends of Nazi chic and Communist cool in Thailand. I contend that such trends constitute the problems of personality cult and ignorance of the Second World War history in Thailand and can be seen as a result and reflection of the country’s long history of having been ruled under absolute monarchy’s internal colonisation, bureaucratic polity’s patronage system and military authoritarianism. The ‘Communist room’ with the Hitler portrait as decoration, a transitory place designed to cater to sordid desires, can be seen as a mere secularised and commodified version of the cult of Hitler and Stalin’.

Watch Verita Sriratana’s presentation ‘The Land of Smiles, Nazi Chic and Communist Cool’ during a Symposium organised by the NEVER AGAIN Association.

Common global prejudices exist in Thailand and the wider region, such as the blaming of American Jews for political turmoil in Thailand[7]. Conspiracy theories invariably result in the scapegoating of groups, such as the Jewish minority. Individuals often turn to conspiracy theories during crises and the blaming of minorities has a long history. Antiminority propaganda and fake news (disinformation) are often spread in Southeast Asia through social media. It is possible for religious leaders to be both victims and perpetrators. This can be counteracted through education that provides individuals with the tools necessary to distinguish between true and false information, develop critical thinking skills, recognise facts that are supported by testimony and research, and use different perspectives to discover reliable sources of information.

7. Are you serious? Thai royalists blame Jews for political unrest’,
https://www.ucanews.com/news/are-you-serious-thai-royalists-blame-jews-for-political-unrest/90213#,
Assessed on 1 August, 2021.

Photo from Lovevillahotel.com via the Bangkok Post
(Credit: https://www.bangkokpost.com/thailand/
general/1553074/outrage-over-love-hotels-hitler-room)

Thai men dressed as Nazis during a Christmas display at a Bangkok Department Store in 2019.
(Credit: Twitter (Stickboy Bangkok)

Photograph of Hitler fried chicken (later renamed ‘H-ler’ fried chicken) in 2013. The chain of restaurants, located in the provinces of Ubon Ratchathani
and Chiang Rai, has since closed down.
(Credit: Shuo & Zhaokun; Verita Sriratana )

A group of students in Red Guard uniforms performing a Nazi salute. (Credit: Washirawit Santipiboon (Facebook)
https://www.khaosodenglish.com/politics/2017/01/28/contrition-silpakorns-nazi-chic-stinkfalls-short-holocaust-memorial-day, Assessed on 1 August, 2021)

3. Governmental and nongovernmental initiatives to prevent and counter denial

  • Despite all of these challenges, Thailand is the headquarters for many human rights organisations in Southeast Asia, such as Fortify Rights. One of the region’s leading higher education institutions, Mahidol University, runs a human rights and peace programme in Thailand. The embassies of Israel and other nations regularly organise Holocaust commemoration events, to which governmental representatives are also invited. It seems that Thailand exhibits high potential to develop and support future Holocaust education.
  • Our collaborator, Verita Sriratana of Chulalongkorn University, stresses the promotion of Central and Eastern European Studies in Thailand as a way to help the Thai public question and deconstruct its tendency to glorify totalitarian regimes. This can be achieved through training programmes for Thai teachers and students, and through extracurricular cultural

A recent example of the impact of Central and Eastern European Studies in Thailand on the deconstruction of Nazi chic and Communist cool is the public screening of the 2019 film, Nabarvené ptáče, (‘The Painted Bird’) at Chulalongkorn University’s Faculty of Arts. The screening was followed by a discussion with the film’s director, Václav Marhoul. A controversial film about the atrocities of both the Nazi and the Communist regimes, which is loosely based on Jerzy Kosiński’s novel of the same name, Nabarvené ptáče is the story of a Jewish boy who had to find ways to survive in wartorn Central and Eastern Europe. Medžuslovjansky (Interslavic language) is utilised throughout the film to avoid pinpointing specific locations, as the film focuses on Central and Eastern European collective grief and the cross-border transcendence of the cruelty of war.

  • The NEVER AGAIN Association cooperates with Thailand-based Buddhist monks from Thailand, Bangladesh, Cambodia, Laos, Myanmar, and Vietnam. Venerable Lablu Barua Thirasattho Bhikkhu of Wat Phrmarangsi Buddhist Monastery has organised lectures and discussions about the Holocaust and interfaith dialogue for Buddhist monks and students at the International Buddhist College of Mahachulalongkornrajavidyalaya University in Ayutthaya. He has invited NEVER AGAIN members, Sydney-based interfaith expert and leader of the Jewish Community Jeremy Jones, and chief rabbi of Poland Michael Schudrich as speakers at these events.

Venerable Lablu Barua holding a WeRemember (Holocaust remembrance) campaign poster at his Monastery in Bangkok, 27 January, 2019.
(Credit: Sanjoy Barua Chowdhury)

Venerable Lablu Barua visits Warsaw’s historical ghetto and the Monument to Warsaw Ghetto Fighters,
November 2019. (Credit: Natalia Sineaeva)

Venerable Lablu Barua (second right) during his study visit to Poland, with NEVER AGAIN members in Warsaw.
(November 2019, Credit: Natalia Sineaeva)

Online discussion of Venerable Lablu Barua (third left), Buddhist monks, and NEVER AGAIN’s Natalia Sineaeva about genocide, interfaith and peace education.
(Credit: Archive of Lablu Barua)

Interfaith meeting of Venerable Lablu Barua, Buddhist scholar Dr Sanjoy Barua Chowdhury, and Jeremy Jones (centre), Bangkok, January 2020.
(Credit: archive of Lablu Barua)

Questions for Critical Thinking:

  • What can be done to tackle the presence of ‘Nazi chic’ in the popular culture of Thailand and Southeast Asian countries?
  • What is the role of faith leaders, such as Buddhist monks, in identifying and confronting Holocaust denial and distortion?

Thank you for taking the time to give us feedback on this online exhibition. Please share your thoughts, reflections and comments on this. We appreciate your cooperation.

RECOMMENDED LITERATURE

Books

  • McCargo, Duncan (Editor). (2007). Rethinking Thailand’s Southern Violence. Singapore: National University of Singapore Press
    Winichakul, Thongchai. (2020). Moments of Silence: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok. Honolulu: University of Hawaii Press
  • Strate, Shane, Chandler, David. (2015). The Lost Territories: Thailand’s History of National Humiliation. Honolulu: University of Hawaii Press

Journal Articles

  • Braithwaite, R.W. and Neil Leiper. “Contests on the River Kwai: How a Wartime Tragedy Became a Recreational, Commercial and Nationalistic Plaything”. Current Issues in Tourism, Taylor & Francis, Vol. 13. No. 4, July 2010, pp. 311-332
  • Lenon, John. “Kanchanaburi and the Thai-Burma Railway: Disputed Narratives in the Interpretation of War”. International Journal of Tourism Cities. International Tourism Studies Association. Vol. 4. No. 1, 2018, pp. 140-155

Supported by