Identifying and Countering Holocaust Distortion: Lessons for and from Southeast Asia

เราสามารถเปรียบเทียบเหตุการณ์โฮโลคอสต์ได้หรือไม่ เราจะหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบการทำให้เรื่องรุนแรงกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ การนำเหยื่อมาใช้เป็นเครื่องมือ และการการปฏิบัติว่าโฮโลคอสต์เป็นเรื่องไม่มีสาระได้อย่างไร 

เรามักมองโฮโลคอสต์ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เป็นกระบวนทัศน์ (paradigmatic genocide) ซึ่งช่วยให้ครูและนักนักเรียนเช้าใจเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกระทำที่โหดร้ายอื่น ๆ โฮโลคอสต์ถูกนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อใช้ในการอ้างอิงและสนทนาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือปัญหาอ่อนไหวร่วมสมัยอื่น ๆ ในบริบทต่าง ๆ ศาตราจารย์เยฮูดา เบาเออร์ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิชาการด้านโฉโลคอสต์ชั้นนำให้เหตุผลว่า โฮโลคอสต์เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนเหตุการณ์อื่น แม้ว่าจะมีลักษณะบางอย่างที่เป็นลักษณะตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เช่น “อำนาจศูนย์กลางที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่านพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ ความยิ่งใหญ่ด้านกองทัพ สถานการณ์สงคราม และการใช้ทาสชาวยิวเพื่อผลทางเศรษฐกิจก่อนการสังหารให้สิ้นซาก”  โดยเบาเออร์ได้อธิบายเหตุผลว่า:

● เป็นครั้งแรกที่มีการสร้างโรงงานเพื่อสังหารคนซึ่งเป็นกรณีของโฮโลคอสต์ และก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโรงฆ่าแบบนี้มาก่อน และวัตถุประสงค์ของโรงฆ่าเหล่านี้คือเพื่อเข่นฆ่าชาวยิว

● วัตถุประสงค์ของนาซีคือการฆ่าชาวยิวทุกคนให้หมดไปจากโลก

● เป็นครั้งแรกที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยแรงจูงใจล้วนมาจากอุดมการณ์ (ideology) โดยอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการสังหารชาวยิวคืออุดมการณ์ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวทางการปฏิบัติ (non-pragmatic ideology) ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ศาสตราจารย์เบาเออร์ยังกล่าวอีกว่าโฮโลคอสต์ในฐานะที่เป็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะต้องเปรียบเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ และมิติสากล (universal dimension) ของการเปรียบเทียบนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน

ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ ก็จะไม่เข้าใจเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ การเปรียบเทียบสามารถช่วยให้เรายอมรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ ตัวอย่าง เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรงฮิงญาหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบังคลาเทศในปีค.ศ. 1971

นอกจากนี้ การเข้าใจว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เรา” เท่านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เหยื่อจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะคิดว่าประสบการณ์ของตนนั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นกับผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ เหยื่อจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ใช่กลุ่มคนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามแต่เป็นปัจเจกบุคคลที่มีเรื่องราวของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบอาจจะเป็นสิ่งอันตรายได้เมื่อทำการเปรียบเทียบความทรมานเจ็บปวดหรือจำนวนของเหยื่อเพื่อแสดงว่าใครทรมานเจ็บปวดกว่ากัน (การแข่งขันกันเป็นเหยื่อ หรือ competitive victimhood) ตัวเลขไม่ควรเป็นสิ่งอ้างอิงหลักเมื่อทำการเปรียบเทียบ

คอนสตันตี เกเบิร์ท (Konstanty Gebert) ปัญญาชนชาวโปแลนด์-ยิว กล่าวว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แต่ละครั้งมีชื่อเรียกเพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้นต่างจากเหตุการณ์อื่นอย่างไร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเหตุการณ์ที่มีความแตกต่างกันไปและแต่ละเหตุการณ์ก็ไม่เหมือนกัน ตัวอย่าง เช่น โชอาห์ (Shoah) เป็นชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ในขณะที่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรม่า (ยิปซี) เรียกว่า ปาราจาโมส (Parajamos) 

คุณสามารถชมการบรรยายของคอนสตันตี เกเบิร์ตที่จัดขึ้นโดยองค์กร NEVER AGAIN (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่นี่: The Holocaust and Other Genocides. Is Comparison Possible?

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโฮโลคอสต์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ:   https://www.holocaustremembrance.com/resources/educational-materials/holocaust-and-other-genocides   
ชมผลการสำรวจว่าองค์กรต่าง ๆ เข้าใจบทเรียนเกี่ยวกับโฮโลคอสต์ว่าอะไรและนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ในงานของตนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเหตุการณ์โหดร้ายอื่น ๆ อย่างไร: IHRA: A Matter of Comparison: The Holocaust, Genocides and Crimes against Humanity  

คำถามชวนคิด :

1. ทำไมเราจึงต้องเปรียบเทียบโฮโลคอสต์และเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่น ๆ
2. ทำไมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แต่ละเหตุการถึงไม่เหมือนกัน